ทรัมป์กร้าว! ประกาศเก็บภาษี 10% ประเทศหนุน BRICS – ไทยเสี่ยงโดนหางเลข?! หลังเข้าร่วมเป็น “ประเทศหุ้นส่วน”
ทรัมป์กร้าว! ประกาศเก็บภาษี 10% ประเทศหนุน BRICS – ไทยเสี่ยงโดนหางเลข?! หลังเข้าร่วมเป็น “ประเทศหุ้นส่วน”
StandardBizNews – นายโดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ประกาศจุดยืนทางการค้าที่แข็งกร้าวอีกครั้ง โดยระบุว่าจะเรียกเก็บภาษีเพิ่มเติมในอัตรา 10% ต่อประเทศใดก็ตามที่ให้การสนับสนุนหรือร่วมลงนามในนโยบายของกลุ่มประเทศ BRICS ที่ถูกมองว่าเป็นการต่อต้านสหรัฐอเมริกา พร้อมย้ำว่าจะไม่มีข้อยกเว้นใดๆ ทั้งสิ้น
การประกาศดังกล่าวผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social สร้างแรงกระเพื่อมและความกังวลในหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย ซึ่งเพิ่งได้รับการตอบรับเข้าเป็น “ประเทศหุ้นส่วน” (Partner Country) ของกลุ่ม BRICS อย่างเป็นทางการ โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 ที่ผ่านมา
แม้สถานะ “ประเทศหุ้นส่วน” จะยังไม่ใช่ “สมาชิกเต็มตัว” ที่มีสิทธิ์ร่วมตัดสินใจเทียบเท่าสมาชิกหลัก แต่ก็เป็นการแสดงเจตจำนงและทิศทางที่ชัดเจนในการกระชับความสัมพันธ์กับกลุ่ม BRICS ซึ่งทำให้ไทยตกอยู่ในความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบโดยตรง หากนโยบายของนายทรัมป์ถูกนำมาใช้จริงในอนาคต
วิเคราะห์ผลกระทบและความท้าทายต่อประเทศไทย
ท่าทีของนายทรัมป์ทำให้ไทยต้องเผชิญกับความท้าทายสำคัญทั้งในมิติเศรษฐกิจและการทูต ดังนี้
1. ความเสี่ยงทางตรงต่อเศรษฐกิจและการส่งออก: สหรัฐอเมริกาเป็นหนึ่งในตลาดส่งออกที่ใหญ่ที่สุดของไทย การถูกเก็บภาษีเพิ่ม 10% จะทำให้สินค้าไทยมีราคาสูงขึ้นและแข่งขันได้ยากลำบาก โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าสำคัญ เช่น ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์, ผลิตภัณฑ์ยานยนต์, อาหารแปรรูป และผลิตภัณฑ์ยางพารา ซึ่งอาจส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อผู้ประกอบการและห่วงโซ่อุปทานในประเทศ
2. ความท้าทายบนเวทีการทูต: การเข้าร่วม BRICS ของไทยอาจถูกตีความจากสหรัฐฯ ภายใต้การนำของนายทรัมป์ว่าเป็นการเลือกข้างและสนับสนุนขั้วอำนาจที่นำโดยจีนและรัสเซีย แม้รัฐบาลไทยจะยืนยันนโยบายต่างประเทศแบบสมดุลมาโดยตลอด แต่สถานการณ์นี้จะทำให้การรักษาสมดุลความสัมพันธ์ระหว่างมหาอำนาจเป็นไปได้ยากขึ้น และอาจบีบให้ไทยต้องตกอยู่ในสถานะที่ต้องเลือกข้างอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
นักวิเคราะห์มองว่า แม้การเข้าร่วม BRICS จะเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ๆ แต่ก็มาพร้อมกับความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่สูงขึ้น รัฐบาลไทยจำเป็นต้องสื่อสารและสร้างความเข้าใจกับสหรัฐฯ อย่างเร่งด่วน ควบคู่ไปกับการกระจายความเสี่ยงทางการค้าไปยังตลาดอื่นๆ เพื่อเตรียมรับมือกับความไม่แน่นอนทางนโยบายที่อาจเกิดขึ้นหากมีการเปลี่ยนแปลงผู้นำในสหรัฐฯ ปลายปีนี้
